[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.9
โรงเรียนเมืองกระบี่ สพม.13
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
ตราประจำโรงเรียน
โรงเรียนมาตรฐานสากล
โรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาฯ
โรงเรียนสีเขียว
กิจกรรมฐานการเรียนรู้
การพัฒนาครู mk-cms
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
โรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษา
เพลงมาร์ชโรงเรียน
แนะนำโรงเรียนเมืองกระบี่
ภาพกิจกรรมนักเรียน
ภาพถ่ายมุมสูงภายในโรงเรียน





VDOผลงานนักเรียน






  

   เว็บบอร์ด >> ห้องนั่งเล่น >>
137 ปีที่รอคอย เลสเตอร์ ทุบ เชลซีผงาดคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ สมัยแรก   VIEW : 39    
โดย REN

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 90
ตอบแล้ว :
ระดับ : 7
Exp : 65%
ออฟไลน์ :
IP : xxx

 
เมื่อ : อาทิตย์ ที่ 16 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2564 เวลา 15:28:32    ปักหมุดและแบ่งปัน




ยูริ ตีเลมันส์ กลายเป็นฮีโร่ของ "จิ้งจอกสยาม" หลังซัดประตูชัยสุดสวยพาทีมเฉือนเอาชนะ เชลซี 1-0 คว้าแชมป์สมัยแรกของสโมสรนับแต่ก่อตั้งมา 137 ปี อีกทั้ง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กลายเป็นกุนซือคนแรกที่พาทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ มาได้ในรอบชิงชนะเลิศที่สนาม เวมบลี่ย์ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา
การแข่งขันฟุตบอล เอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ 2020-21 เมื่อวันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นการพบกันของ เชลซี กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งเป็นการเข้ามาชิงชนะเลิศเป็นหนแรกในรอบ 52 ปี ที่สนามเวมบลีย์ สเตเดี้ยม, ลอนดอน (สนามกลาง) 
ออกสตาร์ทครึ่งแรก ช่วง 10 นาทีแรกนั้นทั้งสองทีมต่างเล่นด้วยความระมัดระวัง แม้ว่า "สิงห์บลูส์" จะครองบอลได้เหนือกว่าแต่ก็ยังเข้าไปในพื้นที่อันตรายของทัพจิ้งจอกไม่ได้ นาทีที่ 17 เลสเตอร์ได้ลุ้นเหมือนกันคราวนี้ ติโมธี คาสตาญ ครอสบอลเข้ามาให้ เจมี่ วาร์ดี้ ซัดด้วยขวาแต่บอลยังไปติดบล็อคของแนวรับสิงห์บลูส์ อีกสามนาทีถัดมา เลสเตอร์ มาได้ลุ้นฟรีคิกหลัง ติอาโก้ ซิลวา โดนจับแฮนด์บอล ก่อนที่ ยูริ ตีเลมันส์ จะเปิดฟรีคิกเยื้องทางด้านขวามาให้ ซากลาร์ โซยุนชู โถมมาโขกเหินคานออกไปแบบได้เสียว ทัพสิงห์บลูส์ตอบโต้ทันควัน นาทีที่ 23 เมสัน เมาน์ท เลี้ยงหนีแนวรับจิ้งยจอกก่อนจะซัดไปติดบล็อค อีก 4 นาทีถัดมา บอลสวนกลับจาก ก็องเต้ พาบอลมาแล้วให้ ติโม แวร์เนอร์ ซัดด้วยขวาหลุดกรอบออกไป เชลซี ยังบุกกดดันอย่างหนัก นาทีที่ 30 ทิ้งโอกาสทองขึ้นนำหลังบอลจากลูกเตะมุมบอลเลย ติอาโก้ ซิลวา มาเข้าหัว ติโม แวร์เนอร์ โขกหลุดกรอบออกไปอย่างน่าเสียดาย นาทีที่ 39 ฮาคิม ซิเย็ค ได้บอลทางขวาก่อนหักเข้ากลางแล้วแทงให้ ติโม แวร์เนอร์ หลุดเข้าไปซัดมุมแคบแต่ยังไม่ติด โฟฟาน่า แม้ แวร์เนอร์ จะตามไปซัดมาอีกทีแต่ โฟฟาน่า ยังตามไปขวางไดทันอีกหน "เดอะ ฟ็อกซ์" อาศัยโจมตีจากลูกนิ่ง นาที 42 ตีเลมันส์ เปิดฟรีคิกทางด้านซ้ายเข้ามาในกรอบให้ ซากลาร์ โซยุนชู สะบัดโขกหลุดเสาแรกออกไป จบครึ่งแรก ยังทำอะไรกันไม่ได้ เชลซี ยังเสมอกับ เลสเตอร์ ซิตี้ 0-0
กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง นาทีที่ 53 สิงห์บลูส์ ได้ลุ้นทันทีหลัง จอร์จินโญ่ แทงทะลุช่องให้ ก็องเต้ ครอสจากเส้นหลังไปเสาไกลให้ มาร์กอส อลอนโซ่ บอลย้อนหลังไปนิดทำให้ต้องถอยไปโขกทำให้บอลเบาไปก่อนเข้ามือ คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล แต่แล้ว นาทีที่ 63 เลสเตอร์ ซิตี้ ยิงเข้ากรอบหนแรกได้ประตูขึ้นนำทันที 1-0 จากจังหวะที่ รีซ เจมส์ เปิดบอลไปติด อโยเซ่ เปเรซ ก่อนที่ ลุค โธมัส จะเก็บบอลได้แล้วปาดเข้ากลางให้ ยูริ ตีเลมันส์ ตั้งป้อมยิงไกลกว่า 30 หลาบอลพุ่งแรงเป็นจรวดหนีมือ เกป้า เสียบสามเหลี่ยมเข้าไปอย่างงดงาม ต่อมานาทีที่ 78 เชลซี เกือบได้ลุ้นตีเสมอหลัง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ครอสบอลมาเสาสองให้ เบน ชิลเวลล์ เทกตัวขึ้นโขก บอลตกพื้นเกือบเบียดเสาเข้าแต่ยังเป็น คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล ที่โชว์ซูเปอร์เซฟพุ่งปัดออกหลังหวุดหวิด นาทีที่ 87 "สิงห์บลูส์" ชวดได้ลูกตีเสมออีกครั้ง คราวนี้ เมสัน เมาน์ท เก็บตกบอลในกรอบก่อนวิ่งมาอัดเต็มแรงบอลพุ่งจน ชไมเคิ่ล ต้องพุ่งปัดออกไปอีกหน จนแล้วจนรอด นาทีที่ 89 เชลซี ส่งบอลเข้าก้นตาข่ายตีเสมอจนได้ หลังติอาโก้ ซิลวา ตักบอลยาวตัดหลังให้ เบน ชิลเวลล์ หลุดเข้าไปซัดบอลผ่าน คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล ก่อนไปโดน เวส มอร์แกน เข้าประตูไป ทว่า วีเออาร์เช็กเป็น ชิลเวลล์ ที่ล้ำหน้าไปก่อนทำให้ชวดได้ประตูตีเสมอสกอร์ยังเป็น เลสเตอร์ ขึ้นนำ 1 -0 ช่วงเวลาที่เหลือ "สิงห์บลูส์" ทวงประตูตีเสมอไม่สำเร็จ จบเกม เลสเตอร์ ซิตี้ เอาชนะ เชลซี ไปได้หวุดหวิด 1-0 สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ สมัยแรกนับแต่ก่อตั้งสโมสรมา 137 ปี 
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
เชลซี : เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า (GK), รีซ เจมส์, ติอาโก้ ซิลวา, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่, มาร์กอส อลอนโซ่, เมสัน เม้าน์ท, ฮาคิม ซิเย็ค, ติโม แวร์เนอร์
เลสเตอร์ ซิตี้ : คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล (GK), เวสลี่ย์ โฟฟาน่า, จอนนี่ อีแวนส์, ซากลาร์ โซยุนชู, ติโมธี คาสตาญ, ยูริ ตีเลมันส์, วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้, ลุค โธมัส, อโยเซ่ เปเรซ, เคเลชี่ อิเฮียนาโช่, เจมี่ วาร์ดี้
ติดตามข่าวสารวงการฟุตบอลอัพเดทก่อนใครได้ที่นี่